ทะลวงซ้ำ รัฐบาลพล่าน !!!

ทะลวงซ้ำ รัฐบาลพล่าน !!!

https://www.khaosod.co.th/newspaper-column/news_5988249

รัฐพล่านเฉยไม่ได้

 
19 ก.พ. 2564 - 20:33 น.
 
 
 
คอลัมน์ ใบตองแห้ง

รัฐพล่านเฉยไม่ได้ – 2563 ประเทศไทยไม่เหมือนเดิม 2564 การอภิปรายไม่ไว้วางใจในรัฐสภาก็ไม่เหมือนเดิม

ม็อบคนรุ่นใหม่ทะลุเพดาน รังสิมันต์ โรม พรรคก้าวไกล ก็ทะลวงเพดาน แม้ถูกห้ามพูด พูดได้ครึ่งเดียว จนต้องอภิปรายนอกสภาอีกครั้ง ก็สั่นสะเทือนเป็น “ซูเปอร์สเปรดเดอร์” แห่งวัน

รัฐพันลึกคงโมโหโกรธา กระทืบเท้า อยู่เฉยไม่ได้ ต้องใช้อำนาจจัดการเ   ยนหนามก้าวหน้าก้าวไกล

แต่ในขณะเดียวกัน การอภิปรายของฝ่ายค้าน ทั้งเพื่อไทยก้าวไกลและพรรคอื่น ครั้งนี้ทำงานร่วมกันเป็นทีม สามารถฮุกหมัดเปรี้ยงกระโดงคางรัฐมนตรีหลายคน ซึ่งแม้จะลากถูกันผ่าน ก็ไม่เคลียร์ความข้องใจของประชาชน

รัฐบาลจำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไข อยู่เฉยไม่ได้ ทั้งปรับ ครม.บางตำแหน่ง สอบสวนเอาผิด เปลี่ยนแปลงโยกย้าย ในประเด็นหลักๆ ที่ประชาชนเห็นว่าฝ่ายค้านมีน้ำหนัก

ยกตัวอย่าง เลขาธิการพรรคเพื่อไทยอภิปรายทุจริตถุงมือยาง จุรินทร์มือไม้สั่น อ้างว่าตำแหน่งรองนายกฯ รัฐมนตรีพาณิชย์ เป็นแค่บุรุษไปรษณีย์ โยน ครม.ตั้งบอร์ด อคส. ทั้งที่ถูกแฉว่าประธานบอร์ดคืออดีตผู้ช่วย ส.ส. คนสนิทอดีตหัวหน้าพรรค พี่ชายก็เป็นที่ปรึกษาจุรินทร์ ยังพยายามขว้างงู

ถึงแม้ดูประวัติ อดีตรักษาการผู้อำนวยการ อคส. มาจากตำรวจปราบม็อบยุค คสช. ไม่ใช่สายตรง ปชป. ทั้งประยุทธ์ จุรินทร์ก็ต้องรับผิดชอบร่วมกัน เพราะย้ายอดีต ผอ.ตั้งแต่เดือนกันยา 63 แต่การสอบสวนไปไม่ถึงไหน ไม่ปลดประธานบอร์ด เงิน 2 พันล้านก็ไม่รีบตาม

รมช.มท.ก็หนัก นิพนธ์โดนแฉว่าใช้ข้อมูลภายในกว้านซื้อที่ดินก่อนเปลี่ยนผังเมืองเป็นนิคมอุตสาหกรรมจะนะ อาศัยอำนาจคุมกรมที่ดินผลักดันสำรวจออกโฉนด นิพนธ์ชี้แจงแค่ออกเอกสารสิทธิถูกต้อง ย้อนว่า “ประเสริฐ ก้าวไกล” ใช้เอกสารปลอม แต่อีกฝ่ายยืนยันว่าของจริงและไม่ใช่ของเก่า

“ครูตั๊น” ที่ภริยาเป็นเจ้าของคำขวัญ “โตไปไม่โกง” ก็โดนยุทธพงศ์ จรัสเสถียร แฉกระบวนการดันคนสนิท อดีตเลขาฯ สโมสรฟุตบอล เป็นเลขาฯ สกสค. คุมเงินสวัสดิการครูเป็นหมื่นๆ ล้าน โดยมีการแก้ไขคุณสมบัติ ให้ได้เป็นทีละขั้น แต่ท่านรัฐมนตรีนกหวีด (ที่เพิ่งใจดีขึ้นค่าอาหารกลางวัน 1 บาท) ก็โยนเป็นเรื่องของปลัด ไม่รู้ไม่เห็นการตั้งคนสนิทตัวเอง

ประเด็นที่ฝ่ายค้านอภิปราย หลายเรื่องก็ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่มารวมให้เป็นระบบ แล้วจี้ถาม เช่นคดีบอส อยู่วิทยาที่แฉว่ามีการย้ายนายตำรวจตงฉินไม่ให้กีดขวางถึง 2 ครั้ง รวมทั้งจี้ถามว่าเมื่อไหร่ประยุทธ์จะเอาผิดคนเกี่ยวข้องตามผลสอบมหาเทพของ วิชา มหาคุณ เพราะผู้เกี่ยวข้องโดยเฉพาะกรรมาธิการ สนช.เป็นญาติประยุทธ์ประวิตรทั้งนั้น

 

อภิปรายวัคซีน ก็เป็นการรวบรวมประเด็นมาตั้งไว้เป็นชนวน ซึ่งจะร้อนขึ้นๆ เมื่อเวลาผ่านไป เช่น ประชาชนจะยิ่งร้อนใจเมื่อประเทศอื่นได้ฉีดแล้ว เรายังต้องรอล็อตใหญ่เดือนมิถุนายน ส่วนอีก 35 ล้านโดส สธ.ก็ยังตอบไม่ได้ว่ามาเมื่อไหร่

หนักที่สุดในทางปฏิบัติ คือรถไฟฟ้าสายสีเขียว ซึ่งคมนาคมปัดไปให้มหาดไทย กทม. ยืนยันไม่เห็นด้วยกับการคิดราคา 158 บาท ราคาของ รฟม.ต่ำกว่ามาก

รถไฟฟ้ากำลังมัดคอชกประชาชน ถ้าไม่ยอมจ่าย 104 บาท (ลดชั่วคราว) ก็ต้องยอมให้ต่อสัญญา BTS ถึงชาติหน้า จึงจะลดเหลือ 65 บาท รัฐบาลประยุทธ์ผูกเงื่อนไว้เองจากคำสั่ง คสช. ฉะนั้นต้องแก้ไขให้ได้

การอภิปรายของพรรคฝ่ายค้านยกระดับสถานการณ์ ทำให้รัฐบาลอยู่เฉยไม่ได้ เอาแต่ตอบว่าตัวเองเป็นคนดี มีโมโหโดนหัวเราะเยาะ ฯลฯ เท่านั้นไม่ได้ ต้องปรับอำนาจบริหารจะดื้อด้านไม่ปรับ ครม.เลยหรือไร

การอภิปรายของรังสิมันต์ โรม ก็ยกระดับสถานการณ์ให้รัฐพันลึกเต้นเร่า โกรธจัด

ในเชิงกลยุทธ์ การ “อยู่เฉย” คือความได้เปรียบของผู้กุมอำนาจไว้ได้หมด เหมือนปลายปีที่ผ่านมา ม็อบคนรุ่นใหม่ไปสุดเพดาน แต่ทำอะไรไม่ได้ เพราะอำนาจเข้มแข็ง ใหญ่โตทั้งทหารตำรวจรัฐราชการกระบวนการยุติธรรม

ม็อบจึงตกอยู่ในอาการเซ็ง บ้างก็ท้อ แม้ไม่เปลี่ยนความคิด ไม่หันไปสวามิภักดิ์ แต่อำนาจอนุรักษ์ทุกยุคต้องการเช่นนั้น คืออยากให้ยอมจำนน แม้โกรธ ไม่พอใจ ก็จำต้องยอมรับทำอะไรไม่ได้

สถานการณ์ “นิ่ง” จึงทำให้อำนาจได้เปรียบ ยิ่งอยู่ในช่วงโควิด จิตแพทย์ทั้งขู่ทั้งปลอบให้คนเชื่อฟัง ยิ่งถ้าสภาพแวดล้อมเช่นเศรษฐกิจดีขึ้น ผู้กุมอำนาจก็ไม่ต้องปรับตัวขอแค่ประคองตัว

แต่ความเป็นจริงไม่ได้เป็นอย่างนั้น ทุกอย่างไม่นิ่ง การเมืองในสภากับนอกสภาเขย่าคู่ขนานกัน รัฐบาลมีแผลเหวอะหวะ รังสิมันต์ทะลวงซ้ำ อำนาจไม่สามารถอยู่เฉยได้

ยุทธศาสตร์ราษฎร ที่จริงก็คือท้าทาย พร้อมเสี่ยงไม่ว่าจะเกิดอะไร ก็ดีกว่าปล่อยให้รวบอำนาจอยู่อย่างนี้

 

  • รัก
    0
  • ฮ่าฮ่า
    1
  • ว้าว
    1
  • เศร้า
    0

12 ความเห็น

 
ICT

 

https://www.matichon.co.th/politics/news_2587732

09.00 INDEX คะแนนไว้วางใจ 270 เสียง ชี้ทิศทาง ชี้อนาคต ประยุทธ์

 

Facebook
Twitter
LINE
Copy Link

 

 

 

 

 

หลังคำประกาศ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ว่าพรรคพลังประชารัฐต้องไม่แตกแถว คะแนนที่เทให้กับรัฐมนตรีต้องแสดงความไว้วางใจ อย่างเป็นเอกภาพ

 

ความหมายอาจหมายถึง 121 ส.ส.ในสังกัดของพรรคพลังประชารัฐอย่างเป็นด้านหลัก

 

กระนั้น เมื่อเป็นคำประกาศของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อัน กลายเป็นมติของพรรคพลังประชารัฐ ความหมายย่อมครอบคลุมไปถึงอีก 19 พรรคร่วมรัฐบาลด้วยโดยปริโยสาน

 

คำถามก็คือ หากรวมจำนวน ส.ส.ของ 20 พรรคร่วมรัฐบาลจากพรรคพลังประชารัฐกระทั่งถึงพรรคพลังธรรมหม่ รวมแล้วเท่ากับ 276 เสียง

 

นั่นก็คือคะแนนของรัฐมนตรีจะต้องไม่ต่ำกว่า 276 เสียง

 

นั่นก็คือ ไม่ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่ว่า นายสุชาติ ชมกลิ่น จะต้องได้รับความไม้วางใจไม่ต่ำกว่า 276 เสียงเท่ากัน

 

คำตอบจะเห็นได้ในการลงมติในวันที่ 20 กุมภาพันธ์

 

หากถือเอาจำนวนมาเป็นบรรทัดฐานก็ต้องยอมรับว่าภายใน 20 พรรคอันได้ชื่อว่าร่วมรัฐบาลที่มีอยู่ 276 เสียงมีความเหนือกว่าคะ แนนไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้าน 211 อย่างเด่นชัด

 

 

กระนั้น ก่อนการลงมติไว้วางใจในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ก็มีสภาพ ที่พลิกผันแปรเปลี่ยนให้ได้สัมผัสเรื่องแล้วเรื่องเล่า

 

การพลิกผันแปรเปลี่ยน 1 ก็คือ ที่ร่วมลงชื่อกับฝ่ายค้านมิได้มีแต่พรรคเพื่อไทย พรรคก้าวไกล พรรคเสรีรวมไทย พรรคประชาชาติ พรรคเพื่อชาติ พรรคพลังปวงชนไทยเท่านั้น

 

หากแต่ยังมี ส.ส.พรรคเศรษฐกิจใหม่จำนวนหนึ่ง หากแต่ยังมี ส.ส.จากพรรคไทยศรีวิไลซ์เข้ามาร่วมกับฝ่ายค้านด้วย นั่นย่อมทำให้ จำนวน ส.ส.ของรัฐบาลอาจลดเหลือ 270 คน

 

 

ขณะเดียวกัน การพลิกผันแปรเปลี่ยน 1 ยังมาจากเนื้อหาที่ฝ่าย ค้านนำมาแจกแจงตลอด 4 วันอันเข้มข้น

 

ผลย่อมทำให้คะแนนของรัฐมนตรีแต่ละคนไม่เหมือนกันได้

 

การลงมติ ไม่ว่าจะมองจากทางด้านของพรรคร่วมรัฐบาล ไม่ว่าจะมองจากทางด้านของพรรคร่วมฝ่ายค้าน จึงมีโอกาสสูงเป็นอย่างยิ่งที่จะเกิดการพลิกผันแปรเปลี่ยน

 

ไม่ว่าคะแนนของพรรคพลังประชารัฐ ไม่ว่าคะแนนของพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ว่าคะแนนของพรรคภูมิใจไทย

 

  • รัก
    1
  • ฮ่าฮ่า
    0
  • ว้าว
    4
  • เศร้า
    1
 
ICT

https://www.khaosod.co.th/newspaper-column/blunt-opinion/news_5985380

ศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ นี่หรือปฏิรูปของนกหวีด

19 ก.พ. 2564 - 15:50 น.
 
 
 
คอลัมน์ ชกไม่มีมุม

ได้ยินชาวบ้านที่ดูถ่ายทอดสดการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ล้อมวงวิพากษ์วิจารณ์กันว่า บางช่วงจังหวะบรรดาดาวประท้วงของฝ่ายรัฐบาลนั้น ขยันขันแข็งอย่างมาก เกินงาม หวังทำลายจังหวะการอภิปรายของฝ่ายค้าน มุ่งทำลายสมาธิของคนที่กำลังพูด

ทีมงานประท้วง 3-4 รายนั้น ดาหน้ากันทำงานอย่างขมีขมัน

สำหรับชาวบ้านเขามองว่า ถ้าเป็นเกมการฟาดแข้งฟุตบอล ก็เหมือนทีมรัฐบาล เน้นวิธีการตัดเกม เน้นปะทะจนล้มจนสะดุดอยู่ตลอดเวลา เพื่อหยุดการทำเกมของทีมฝ่ายค้าน

การใช้วิธีตัดเกมของอีกฝ่ายอย่างไม่จำเป็น หรือเอาแต่ตัดเกมอย่างพร่ำเพรื่อ

ทำให้ภาพรวมของเกมนั้นดูไม่สนุก สร้างความเบื่อหน่ายให้กับประชาชนคนดู

รวมทั้งยังบ่งชี้ว่า ทีมที่เอาแต่ตัดเกม เอาแต่เบรกเกมฝ่ายตรงข้ามนั้น แสดงว่าทีมตัวเองไม่มีฝีมือ ไม่มีความสามารถในการสร้างเกมรุกเพื่อสู้กับ เขาได้!

ขณะเดียวกัน การทำหน้าที่ของส.ส.ฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลในสภาชุดนี้ ทำให้ประชาชนคนฟังรู้สึกนึกย้อนถึง คำว่า ปฏิรูปการเมือง

โดยเฉพาะปฏิรูปการเมืองก่อนเลือกตั้ง

เป็นถ้อยคำที่สร้างบาดแผลให้กับการเมืองประเทศไทย

เพราะเจตนาของคำว่าปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง ก็คือไม่ต้องการให้มีเลือกตั้ง ซึ่งตะโกนร้องกันกระหึ่มในม็อบนกหวีดเมื่อปี 2557

 

ถึงที่สุดคือปูทางไปสู่รัฐประหาร จนได้รัฐบาลทหาร มาจนถึงรัฐบาลชุดนี้ พรรคการเมืองฝ่ายรัฐบาลชุดนี้ ซึ่งมีที่มาเชื่อมโยงกับม็อบนกหวีดที่เรียกหาปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง

 

ภาพในการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่ผ่านมา เป็นการเมืองที่ปฏิรูปกันแล้วอย่างไร!?!

การประท้วงการอภิปรายของฝ่ายค้าน การลุกขึ้นมาชี้แจงตอบโต้ฝ่ายค้านของรัฐบาล ทำอย่างมีคุณภาพแล้วหรือ

เป็นการเมืองที่ปฏิรูปแล้วหรือ

เอาเข้าจริงๆ นับตั้งแต่ได้รัฐบาลจากการเลือกตั้ง 24 มีนาคม 2562 ล้วนแต่เป็นการเมืองที่น้ำเน่าสุดขีด

เต็มไปด้วยการแจกกล้วย เต็มไปด้วยงูเห่า

การเมืองไทยถอยหลังไปยิ่งกว่ายุคที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นเผด็จการรัฐสภา เป็นการเมืองทุนสามานย์เสียอีก

ตอนที่เรียกหาปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง หวังให้การเมืองปฏิรูปจริงๆ

หรือแค่หาวิธีการให้การเมืองเข้าทางตันเพื่อให้รถถังออกมายึดอำนาจเท่านั้นเอง!?

นับจากเลือกตั้งเมื่อปี 2562 การเมืองที่มีคุณภาพใหม่กลับไปปรากฏที่พรรคฝ่ายค้าน

ไปปรากฏที่พรรคใหม่พรรคคนรุ่นใหม่มากกว่า!

วงค์ ตาวัน

 

  • รัก
    0
  • ฮ่าฮ่า
    0
  • ว้าว
    2
  • เศร้า
    2
 
ICT

https://www.thairath.co.th/news/politic/2035697

สำนึกน้ำครึ่งแก้ว
 

ฟังฝ่ายค้านอภิปราย สมมติเรื่องเดียว เรื่องโควิด-19 หัวจิตหัวใจคนแก่อย่างผมก็เห่ยวเฉาเศร้าหมอง...บ้านเมืองเรา เหมือนไม่เหลืออะไรดีๆไว้เอาเสียเลย

ประเด็นที่เถียงกัน เมื่อได้วัคซีนมา ฉีดให้บุคลากรทางการแพทย์ นักรบแนวหน้าแล้ว จะฉีดให้คนแก่หรือจะฉีดให้หนุ่มสาวก่อน...ผมเห็นไปทางฉีดให้หนุ่มสาว คนกลุ่มนี้ยังมีเรี่ยวแรงที่จะทำงานทำการโอกาสแพร่เชื้อมากกว่า

ส่วนคนแก่นั้น อยู่ในเงื่อนไขภาคบังคับ ต้องอยู่กับบ้าน โอกาสแพร่เชื้อก็น้อย ดูแลท่านให้ดีๆก็น่าจะพอ

รัฐบาล...ในมุมมองของฝ่ายค้าน ตั้งแต่นายกฯ รองนายกฯ รัฐมนตรี ฯลฯ ไม่มีใครทำอะไรถูกที่ถูกทางเอาเสียเลย เจอหน้าก็ควรด่า มีกำลังก็ควรไล่ให้ไปเสียให้พ้นๆ

แต่เมื่อตั้งใจฟังชี้แจงจากฝ่ายรัฐบาล...ทุกเรื่องพลิกด้านเป็นตรงกันข้าม วัคซีนก็กำลังจะมา เศรษฐกิจก็ทำท่าจะฟื้นคืน ตัวเลขคนแพร่เชื้อก็ลดลง นัยว่าควบคุมไว้ได้ รวมๆความชีวิตนี้ยังมีความหวัง

จิตใจที่เห่ยวเฉาเศร้า ก็พลิกฟื้นเป็นแช่มชื่น เรี่ยวแรงก็เริ่มมีเค้าแข็งขัน

หลายวันมานี้ เจอหน้าใคร ผมก็มักประเมินว่า เขาอยู่พวกไหน

พวกที่เห็นน้ำครึ่งแก้ว ก็เอาแต่ตีโพยตีพาย เหลือน้ำให้ดื่มแค่นี้ได้ไง

แต่คนอีกพวก เจอน้ำครึ่งแก้ว ก็ดีอกดีใจ โชคดีเหลือเกิน เหนื่อยมาคอแห้งเป็นผง โถ แม่โฉมยง ยังหาน้ำให้ชื่นใจ

ในแนวรบสงครามโควิด-19 คนสองพวกนี้ สีหน้าต่างกัน

พวกแรกสีหน้าแววตาหมองจะคิด จะทำอะไร จะไปไหน ก็มักพะวักพะวน พวกที่สองสีหน้าแววตาสดชื่นแจ่มใส ดื่มกินสบายๆ ระมัดระวังบ้าง ก็พอควรแก่เหตุการณ์

ในนัดหมายกับเพื่อนๆหลายครั้ง...ผมชี้ให้ดูพนักงานบริการ ...บอกเพื่อนว่า ถ้าพวกเราเป็นพวกแรก พวกที่กลัวจนหดหัวอยู่แต่ในบ้าน เด็กๆพวกนี้ ก็ไม่มีงาน

ลูกค้าไม่มี ร้านก็ต้องปิด คนก็ตกงาน

ถึงวันนี้ ปัญหาคนตกงาน ชัดเจนว่าเป็นปัญหาที่มีขนาดใหญ่กว่าปัญหาคนติดเชื้อ...รัฐบาลกู้เงินมาแจกแล้วแจกอีก ก็ยังมีข้อครหา ไม่ทั่วถึง ด่าประจานกันเสียงลั่นทางทีวี

เมื่อเราอยู่ในพวกที่กลัวตามเหตุผล มีธุระที่จะต้องออกนอกบ้าน จะดื่มจะกิน ก็ดื่มก็กิน รวมกับที่จำเป็นจะต้องเดินทาง...กลไกเศรษฐกิจ ก็เคลื่อนไหว...

นี่ดูจะเป็นยารักษาเมือง...อีกขนาน

บุคลากรทางการแพทย์ แนวหน้าในสมรภูมิโควิด-19 เหน็ดเหนื่อยมาก ในการดูแลรักษาป้องกันโรค...ผู้คนที่ออกจากบ้าน เคลื่อนไหวไปตามวิถีชีวิตสามัญ นี่ก็เป็นยาอีกขนาน ที่รักษาโรคเศรษฐกิจ

โรคเศรษฐกิจนี้ หากรักษาไม่ถูกวิธี อาจจะตายกันแบบยกเมือง

ผมขอชักชวน ให้พวกเราพยายามรักษาจิตใจ ให้เป็นคนพวกที่สอง พวกที่เห็นน้ำครึ่งแก้ว แล้วดีใจ

ฟังอภิปรายไม่ไว้วางใจ ก็ยอมรับละครับว่า ใจแห้งมองโรคในแง่ร้าย ก็ต้องพยายามตั้งใจฟังฝ่ายรัฐบาล คิดตามเหตุผลที่เป็นไปได้ ใจคอก็จะดีขึ้น ยังมีเรื่องดีๆรออยู่อีกไม่น้อย

ทฤษฎีน้ำครึ่งแก้วนี่ ผมเจาะจงเฉพาะเรื่องโรคโควิด-19 เอามาใช้ไม่ได้กับเรื่องอื่นๆ เช่นเรื่องรถไฟฟ้า สีเขียว หรือสีส้มไม่ได้ ขนาดศาลปกครองชี้ถูกผิดไปแล้ว เขากล้าล้มประมูลกันได้

ผมฟังคุณจิรายุ ห่วงทรัพย์ ฝ่ายค้านอภิปรายจบ...ไม่อยากเชื่อก็ต้องเชื่อ

บ้านเมืองเรา มีนักการเมืองร้ายๆใจกล้าหน้าด้าน ใช้อำนาจโกงกินกันโจ๋งครึ่มขนาดนี้.

กิเลน ประลองเชิง

 

  • รัก
    2
  • ฮ่าฮ่า
    0
  • ว้าว
    0
  • เศร้า
    2
 
ICT

  • รัก
    1
  • ฮ่าฮ่า
    1
  • ว้าว
    1
  • เศร้า
    4
 
ชาติอนุรักษ์

ที่บ้านกรอกให้ไปแล้ว2 คน =  500.-x 2

เดี๋ยวรอยื่นของลูกอีกคน + 500.-

เห็นการทำงานของรัฐบาลแล้วไม่อยากเสียภาษีเลย ทั้งบ้านปีละเป็นล้าน ยังไม่รวม Vat ที่ต้องเสียกับการซื้อของทุกอย่าง

แต่ก็ยังดีใจที่ได้เลือก สส.รุ่นใหม่ ๆ เข้าไปทำงานการเมือง.....ยังมีความหวังกับพวกเขาได้บ้าง

แม้พวกเขาจะต้องอดทนต่อสู้แทนพวกเราอย่างหนักหนาสาหัส

 

  • รัก
    1
  • ฮ่าฮ่า
    0
  • ว้าว
    2
  • เศร้า
    1
 
อ่างขาง

จากนี้ต่อไป
"โรม" ไม่ปกติแล้ว ถ้าอำนาจเถื่อนยังอยู่
ถ้าเราจะช่วยโรม ต้องร่วมด้วยช่วยกันให้คณะราษฏร์ ทำสำเร็จในเร็วไว

  • รัก
    1
  • ฮ่าฮ่า
    1
  • ว้าว
    1
  • เศร้า
    2
 
ICT

ชาญวิทย์ เกษตรสิริ

Elephant in the room เปนคำอุปมาอุปมัย
ที่ ดร.ธงชัย นำมาใช้ในการถกเรื่องการเมืองการปกครองไทย เปนคนแรก ๆ นานแล้ว
เปนความหมาย ที่มีนัยยะว่า เปนเรื่องใหญ่ เรื่องโต ๆ
เปนเรื่องที่มีปัญหา เปนเรื่องที่มีความขัดแย้งอย่างชัดแจ้ง และใคร ๆ ก้อรู้

แต่ แต่ แต่ไม่มีใครกล้าเอ่ยปาก ไม่มีใครอยากนำมาพูด นำมาถกเถียง
เพราะจะทำให้ไม่สบายใจ ทำให้อึดอัด ทั้งโดยส่วนตัว และโดยรวม
อาจทำให้ดุเดือด เลือดพล่าน และเกิดอันตรายเปนอย่างยิ่ง

และดังนั้น สิ่งที่ สส.โรม นำมาอภิปรายในสภา เรื่อง 'ตั๋วช้าง' เมื่อ 19 กพ. 64
จึงเปนการชี้ให้ประชามหาชน เห็นว่า
มีช้างตัวใหญ่ แสนใหญ่ อยู่ในห้องเรา ครับ

The expression "elephant in the room" (usually "the elephant in the room") or "the elephant in the living room"[1][2] is a metaphorical idiom in English for an important or enormous topic, question, or controversial issue that is obvious or that everyone knows about but no one mentions or wants to discuss because it makes at least some of them uncomfortable or is personally, socially, or politically embarrassing, controversial, inflammatory, or dangerous.[3][4]

It is based on the idea/thought that something as conspicuous as an elephant can appear to be overlooked in codified social interactions and that the sociology/psychology of repression also operates on the macro scale. Various languages across the world have words that describe similar concepts.

https://en.m.wikipedia.org/wiki/Elephant_in_the_room#:~:text=The%20expre...

  • รัก
    2
  • ฮ่าฮ่า
    1
  • ว้าว
    1
  • เศร้า
    0
 
ICT

  • รัก
    0
  • ฮ่าฮ่า
    5
  • ว้าว
    1
  • เศร้า
    0
 
3 ส

 saveคุณโรม

  • รัก
    2
  • ฮ่าฮ่า
    1
  • ว้าว
    1
  • เศร้า
    0
 
ICT

  • รัก
    0
  • ฮ่าฮ่า
    1
  • ว้าว
    0
  • เศร้า
    1
 
ICT

  • รัก
    1
  • ฮ่าฮ่า
    0
  • ว้าว
    0
  • เศร้า
    0
 
ลุงแพะ

ม็อบเผชิญหน้าตำรวจไม่ต้องทำอะไร เปิดคลิปนี้ของคุณโรมให้พวกเขาฟัง จะได้รู้สันดานนายในยุคนี้ ...จะปกป้อง ปชช.หรือปกป้องนายให้เลือกเอา
https://www.facebook.com/rangsimanrome/videos/1076311806215745

  • รัก
    0
  • ฮ่าฮ่า
    1
  • ว้าว
    0
  • เศร้า
    0